การบริหารจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการแข่งขันทางธุรกิจในยุคปัจจุบัน ความเข้าใจในเรื่องของโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน จะทำให้องค์กรสามารถเพิ่มศักยภาพการทำงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความพึงพอใจของลูกค้าโดยแท้จริง และสามารถนำไปใช้ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักขององค์กรและความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย รวมถึงสามารถเข้าใจกระบวนการในการปรับปรุงประสิทธิภาพของ Logistics & Supply Chain เพื่อเพิ่มคุณค่าให้มากขึ้น ลดต้นทุนการดำเนินงาน ลดระยะเวลาการปฏิบัติงาน สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ที่เพิ่มมากขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
Logistics & Supply Chain Management ระบบที่จัดการการบริหารและเชื่อมโยงเครือข่ายตั้งแต่ suppliers, manufacturer, distributor และการจัดการการไหลของสินค้าและการบริการ เพื่อส่งมอบสินค้าและการบริการให้ลูกค้าโดยมีการเชื่อมโยงระบบข้อมูลสารสนเทศ วัตถุดิบ เงินทุน รวมถึงการจัดส่งเข้าด้วยกัน เพื่อให้การส่งมอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถส่งมอบได้ตรงตามเวลาในปริมาณที่ลูกค้าต้องการ
การบริหารจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management) เป็นการจัดการในการรับ การตรวจสอบ การจัดเก็บในส่วนของกิจกรรมขาเข้า และการหยิบสินค้า บรรจุสินค้า และจัดส่งสินค้าสำหรับกิจกรรมขาออก ให้ผู้รับเพื่อกระจายสินค้าได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้เกิดการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ให้คุ้มค่าต่อการลงทุน และให้ต้นทุนการดำเนินงานต่ำอย่างเหมาะสม รวมถึงการใช้ประโยชน์เต็มที่จากพื้นที่คลังสินค้าซึ่งนับเป็นองค์ประกอบที่สำคัญส่วนหนึ่งในโซ่อุปทาน
โดยในปัจจุบันซึ่งเป็นยุค Logistics 4.0 การใช้นวัตกรรมการสื่อสารและควบคุมแบบไร้สายความเร็วสูงในทุกสรรพสิ่ง (Internet of Things) เพื่อเพิ่มคุณค่าการปฏิบัติงานด้านโลจิสติกส์ และการใช้โปรแกรม AI (Artificial Intelligence) เพื่อการพัฒนาก้าวไปสู่โรงงานหรือคลังสินค้าอัจฉริยะ (Smart Factor or Warehouse) เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็น โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับคู่แข็งขันได้อย่างต่อเนื่อง
หัวข้อที่สำคัญคือ
1. Gross Requirements คือ จำนวนสินค้าสำเร็จรูปที่ต้องการทั้งหมดในแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละวัน
2. Scheduled Receipts คือ ตารางการรับวัสดุที่ต้องการทั้งหมดในแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละวัน
3. Projected Stock Balance คือ จำนวนวัตถุดิบที่คาดหวังว่าต้องมีให้พร้อมเพื่อรองรับการผลิตในแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละวัน
4. Net Requirements คือ จำนวนวัตถุดิบที่ต้องการสุทธิทั้งหมดในแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละวัน
5. Planned Order Receipts คือ แผนการรับวัตถุดิบในแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละวัน
6. Planned Order Releases คือ แผนการสั่งวัตถุดิบในแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละวัน
หัวข้อต่าง ๆเหล่านี้ล้วนนำมาใช้ในการสร้างตาราง MRP ให้เกิดความสมบูรณ์ โดยมีข้อมูลประกอบเพิ่มเติมคือ Lead time ของการจัดส่งสินค้าของแต่ละ Supplier และ ปริมาณสินค้าคงคลังที่นับได้ล่าสุดอีกด้วย
วัตถุประสงค์
1. เข้าใจกระบวนการในการปรับปรุงประสิทธิภาพของ Logistics & Supply Chain เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้
2. เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้านคลังสินค้า เช่น การรับสินค้า การตรวจสอบสินค้า การจัดเก็บสินค้า การหยิบสินค้า การบรรจุสินค้า การนำส่งสินค้า
3. ลดต้นทุนการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์และคลังสินค้า ลดการสูญเสียโอกาสทางการตลาด และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันเพื่อให้ได้เปรียบคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน
4. รู้จักการประยุกต์นำนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีในยุค 4.0 มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้าน Logistics & Supply Chain ได้อย่างเหมาะสม
5. ลดต้นทุนสินค้าคงคลัง และควบคุมปริมาณสินค้าคงคลังให้เหมาะสม